เชื่อมโยง “อู่ตะเภา – สุราษฎร์ธานี อู่ตะเภา – กระบี่ อู่ตะเภา -ขอนแก่น,” เจาะกลุ่มนักเดินทาง High-Value พร้อมเปิดทาง Strategic Partner เข้าร่วมทุน
อีซี่ แอร์ไลน์ ประกาศยุทธศาสตร์ พลิกบทบาทสู่ Regional Air Connectivity Platform หรือแพลตฟอร์มเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศระดับภูมิภาค มุ่งสร้างโครงข่ายเส้นทางบินที่เชื่อมเมืองหลักและเมืองรอง รองรับความต้องการของกลุ่มนักเดินทางคุณภาพสูง เดินหน้านำร่องที่อู่ตะเภา-หัวหิน อู่ตะเภา-สุราษฎร์ธานี พร้อมกันนี้ อีซี่ แอร์ไลน์ เปิดรับ Strategic Partner เพื่อร่วมพัฒนาขยายเส้นทางและต่อยอดเครือข่ายการบิน รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจและระบบนิเวศทางธุรกิจในระยะยาว
นายธานี ธราภาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินและกรรมการผู้จัดการ สายการบินอีซี่ แอร์ไลน์ (EZY Airlines) กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของอีซี่ แอร์ไลน์ คือ การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงเมืองต่าง ๆ ให้เดินทางถึงกันได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ผ่านกลยุทธ์ Blue Ocean ที่หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไป และหันมาเจาะกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูงและมีความถี่ในการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ผู้ใช้บริการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Medical Wellness) ผู้เข้าร่วมประชุมและนิทรรศการ (MICE) นักธุรกิจ และนักศึกษาต่างชาติ
ในมิติของ Regional Air Connectivity อีซี่ แอร์ไลน์มุ่งวางบทบาทเป็นสายการบินที่เชื่อมโยงภูมิภาคสู่ภูมิภาค และเชื่อมเมืองหลักไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง โดยการนำผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักเข้าสู่เมืองรอง จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ดังนั้น การผลักดันให้เกิด Air Connectivity จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อร่วมกันพัฒนาเส้นทางบินและสร้างระบบการเดินทางที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้และการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย อีซี่ แอร์ไลน์มุ่งเน้นการเชื่อมโยงจากสนามบินหลักที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก อาทิ ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่ ไปยังสนามบินและเมืองรองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เช่น ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี และแม่ฮ่องสอน เพื่อสร้างเครือข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงภูมิภาคสู่ภูมิภาค และกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้จากเมืองหลักไปสู่เมืองรองอย่างเป็นระบบ
ในระยะเริ่มต้น ประมาณเดือนตุลาคม 2569 อีซี่ แอร์ไลน์มีแผนเปิดให้บริการเส้นทางบินจาก อู่ตะเภา-หัวหิน และอู่ตะเภา-สุราษฎร์ธานี เพื่อเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและเปิดทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางอู่ตะเภา-สุราษฎร์ธานี ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลผ่านบริการเรือสปีดโบ๊ตไปยัง เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ขณะเดียวกัน เส้นทางหัวหิน-อู่ตะเภาจะช่วยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวจากหัวหินเดินทางเข้าสู่พื้นที่พัทยาและภาคตะวันออกได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการจัดงานอีเวนต์และกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมที่จะถึงนี้
สำหรับ ระยะที่ 2 ประมาณกลางปี 2570 อีซี่ แอร์ไลน์มีแผนนำเครื่องบิน ATR 72-600 เข้ามาให้บริการ เพื่อขยายเครือข่ายการเชื่อมต่อระหว่างเมืองหลักและเมืองรองภายในประเทศ โดยใช้อู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการ (Base of Operation) และพัฒนาเส้นทางบินที่มีศักยภาพ อาทิ อู่ตะเภา-หัวหิน อู่ตะเภา-ภูเก็ต อู่ตะเภา-กระบี่ อู่ตะเภา-พิษณุโลก พิษณุโลก-แม่ฮ่องสอน และอู่ตะเภา-ขอนแก่น ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการสร้างเครือข่าย Regional Air Connectivity ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการเดินทางระหว่างเมืองเท่านั้น แต่ต้องการสร้างระบบเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค
ขณะเดียวกัน อีซี่ แอร์ไลน์ยังวาง สนามบินอู่ตะเภา ให้เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเครือข่าย Regional Air Connectivity โดยมุ่งเชื่อมโยงเมืองหลักและเมืองรองที่มีศักยภาพเข้าด้วยกัน พร้อมรองรับการเติบโตของ Sports Tourism, Music Tourism และ Event Economy ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดผู้เดินทางเข้ามาร่วมกิจกรรมและอีเวนต์ต่าง ๆ นับแสนคนต่อปี
นอกจากนี้ อีซี่ แอร์ไลน์ยังมุ่งรองรับกลุ่ม แรงงานทักษะสูง นักธุรกิจ และผู้บริหารที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีความถี่ในการเดินทางอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเส้นทางบินจากอู่ตะเภาจึงไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะด้านการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการสนับสนุนการเดินทางเพื่อธุรกิจ การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอีซี่ แอร์ไลน์ในการสร้างเครือข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงผู้คน เมือง และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
นอกจากการวางอู่ตะเภาเป็น Hub หลัก แล้ว ในอนาคตอีซี่ แอร์ไลน์ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนา จังหวัดขอนแก่นให้เป็น Hub แห่งที่สอง ของสายการบิน โดยมองว่าขอนแก่นมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในด้านโลจิสติกส์ การเป็น Modern City ศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ การประชุม ตลอดจนมีความสำคัญในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีนตอนใต้ เวียดนาม และฮ่องกง
อย่างไรก็ตาม อีซี่ แอร์ไลน์มองว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการบอกว่าขอนแก่นมีศักยภาพ แต่คือ ทำอย่างไรให้ศักยภาพของเมืองสามารถเปลี่ยนเป็นการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น สายการบินต้องการใช้ Air Connectivity เป็นกลไกในการเปิดตลาดใหม่ โดยเชื่อมโยงขอนแก่นเข้ากับเมืองสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้าง Ecosystem ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ผู้จัดงานประชุมและนิทรรศการ ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และหน่วยงานภาครัฐ
ในด้านการแพทย์ ขอนแก่นมีโอกาสพัฒนาไปสู่ Medical Hub ของภูมิภาค โดยเชื่อมต่อผู้ป่วยและผู้ใช้บริการด้านสุขภาพจากเวียดนาม จีนตอนใต้ และฮ่องกง ขณะที่ด้านการศึกษา สามารถเชื่อมโยงนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรทางการศึกษาจากต่างประเทศเข้ามายังขอนแก่น ส่วนด้าน MICE และเศรษฐกิจ การมีเส้นทางบินที่สะดวกจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงงานประชุม นิทรรศการ และกิจกรรมระดับภูมิภาคเข้ามาจัดในขอนแก่น ซึ่งจะสร้างการเดินทางและการใช้จ่ายต่อเนื่องไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง การท่องเที่ยว และธุรกิจท้องถิ่น
ขณะนี้อีซี่ แอร์ไลน์อยู่ระหว่างการหารือกับสายการบินพันธมิตร เพื่อหาโอกาสในการพัฒนาเส้นทางและสร้างเครือข่ายการเชื่อมต่อใหม่ ๆ ที่จะนำลูกค้ากลุ่มใหม่และตลาดใหม่เข้าสู่ขอนแก่น โดยมีเป้าหมายให้ขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียง ปลายทาง (Destination) แต่สามารถพัฒนาเป็น Gateway และ Regional Hub แห่งใหม่ของภาคอีสาน สำหรับดึงผู้เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาสู่ภูมิภาค และเชื่อมต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยต่อไป
ทั้งนี้ การพัฒนาขอนแก่นให้เป็น Hub แห่งที่สองจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันสร้าง Demand และสนับสนุนระบบ Air Connectivity ทั้งในด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวก และการพัฒนาตลาด เพราะหากสายการบิน ภาครัฐ ท่าอากาศยาน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจสามารถทำงานร่วมกันได้ Air Connectivity จะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเดินทาง แต่จะกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่ช่วยขยายบทบาทของขอนแก่นจากเมืองศูนย์กลางของภาคอีสาน ไปสู่ Regional Hub ที่เชื่อมประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
“การเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างขอนแก่นกับเมืองรอง รวมถึงเส้นทางเช่น ขอนแก่น-นครโฮจิมินห์ซิตี้ ขอนแก่น-ดานัง ขอนแก่น- ฮ่องกง ขอนแก่น- สิบสองปันนา ขอนแก่น-คุนหมิง ขอนแก่น- สิงคโปร์ โดยไม่ต้องต่อเครื่องที่กรุงเทพฯ จะช่วยลดเวลาเดินทาง เพิ่มความสะดวก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ โดยประเมินว่าเที่ยวบินประจำ วันละ 1 เที่ยว จะนำนักเดินทางเข้าสู่ขอนแก่นได้ประมาณ 21,900 คนต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้พื้นที่กว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี ขอนแก่นได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) และศูนย์รวมด้านสุขภาพระดับภูมิภาค ด้วยจำนวนสถานพยาบาลกว่า 30 แห่ง และมีผู้เข้ารับบริการกว่า 1.5 ล้านครั้งต่อปี ขณะเดียวกันยังเป็นเมือง MICE สำคัญของประเทศที่มีผู้เดินทางเข้าร่วมประชุมและสัมมนาประมาณ 500,000-700,000 คนต่อปี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 20,000-30,000 บาทต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 2-3 เท่า” นายธานี กล่าว
เพื่อรองรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบิน ในปี 2570 อีซี่ แอร์ไลน์ เลือกใช้กลยุทธ์ Asset Light ด้วยการเช่าเครื่องบินจากพันธมิตรต่างประเทศแทนการลงทุนซื้อ เพื่อลดภาระต้นทุนคงที่ โดยเลือกใช้อากาศยาน ATR 72-600 ขนาด 60-70 ที่นั่ง ซึ่งเหมาะกับเส้นทางบินระยะสั้น 1-2 ชั่วโมง และมีประสิทธิภาพด้านการประหยัดเชื้อเพลิง
ปัจจุบัน อีซี่ แอร์ไลน์ มีอากาศยาน Cessna Gran Caravan Ex ให้บริการ 2 ลำ รองรับเที่ยวบินประจำ (Scheduled Flight) เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ (Medivac) โดยในช่วงปี 2570-2574 มีแผนจะนำเครื่องบินเข้ามาเพิ่มปีละ 1 ลำ รวมเป็น 7 ลำ พร้อมกระจายฐานปฏิบัติการในยังหลายภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางบินเพียงไม่กี่เส้นทาง
นายธานี กล่าวเพิ่มเติมถึงการเปิดรับ Strategic Partner ว่า “การร่วมทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนทางการเงิน แต่เราต้องการพันธมิตรที่พร้อมร่วมกำหนดทิศทางธุรกิจและพัฒนาบริการใหม่ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงแรม สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการในจังหวัด หรือหน่วยงานภาครัฐ ที่สามารถเชื่อมโยงฐานลูกค้า ร่วมออกแบบแพ็กเกจบริการ และผลักดันการเติบโตของระบบนิเวศทางธุรกิจ เพราะเมื่อระบบการบินสามารถเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกัน”
“เราเชื่อว่า Regional Air Connectivity Platform จะไม่ใช่เพียงโมเดลธุรกิจของอีซี่ แอร์ไลน์ แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมเมือง เชื่อมเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับเมืองรองของไทย ผ่านการเดินทางที่สะดวกขึ้น การลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายธานี กล่าว

