“Can This Love Be Translated?” ตามรอยซีรีส์ใหม่ เมื่อภาษาหัวใจพาไปพบวิวหลักล้าน

นาทีนี้คงไม่มีซีรีส์เรื่องไหนที่ถูกพูดถึงมากไปกว่า “Can This Love Be Translated?” ที่นอกจากจะโดดเด่นด้วยเคมีของนักแสดงและการเดินเรื่องที่ว่าด้วยกำแพงภาษาและความเข้าใจแล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ผู้ชมต่างยกนิ้วให้คือ งานภาพ และ สถานที่ถ่ายทำ ที่คัดสรรมาอย่างประณีต ราวกับจะสื่อสารว่าความงามของสถานที่ก็สามารถสื่อความหมายได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูด

บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 3 เส้นทางหลักจาก 3 ประเทศในเรื่อง ทั้งญี่ปุ่น แคนาดา และอิตาลี ที่จะเปลี่ยนฉากในละครให้กลายเป็นหมุดหมายการเดินทางครั้งใหม่ของนักเดินทาง

ญี่ปุ่น: ความเงียบสงบและเสียงคลื่นที่ คามาคุระ – เอโนะชิมะ

เมืองชายทะเลอย่าง คามาคุระ (Kamakura) และ เกาะเอโนะชิมะ (Enoshima) เป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบ ในพาร์ทที่ซีรีส์ต้องการสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้บรรยากาศสื่อสารเป็นหลัก

  • Goryo Shrine (ศาลเจ้าโกเรียว) หนึ่งในฉากที่น่าจดจำมักมีฉากหลังเป็นศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้ จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์คือทางเข้าศาลเจ้าที่มีรางรถไฟสาย Enoden ตัดผ่าน เป็นบรรยากาศที่ผสมผสานความขลังของศาลเจ้าชินโตเข้ากับวิถีชีวิตชุมชนริมทางรถไฟ ให้ความรู้สึกถึงการรอคอยและการเชื่อมต่อซึ่งสอดคล้องกับธีมหลักของเรื่องได้อย่างลงตัว
  • Enoshima Island (เกาะเอโนะชิมะ) เกาะเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อด้วยสะพานทอดยาว เป็นสถานที่เดทสุดคลาสสิกของคนญี่ปุ่น บนเกาะมีศาลเจ้าเอโนะชิมะที่โด่งดังเรื่องการขอพรความรัก รวมถึงประภาคาร Sea Candle ที่สามารถชมวิวอ่าวซางามิได้แบบพาโนรามา
  • West Promenade (ทางเดินแนวกันคลื่น) หากใครจำฉากที่ตัวละครยืนมองทะเลกว้างพร้อมฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิได้ สถานที่นั้นคือบริเวณแนวกันคลื่นฝั่งตะวันตกของท่าเรือเอโนะชิมะ ในวันที่ฟ้าเปิดจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิลอยเด่นอยู่เหนือผิวน้ำ เสมือนได้ยืนอยู่ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของธรรมชาติ

แคนาดา: ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

เมื่อบทละครต้องการขยายสเกลอารมณ์ให้กว้างใหญ่ขึ้น ทิวทัศน์ของแคนาดาจึงถูกเลือกมาใช้เพื่อสะท้อนความสับสนและสร้างความตื่นตาตื่นใจ

  • Banff National Park, Alberta อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของแคนาดาและมรดกโลก UNESCO ตัวเมืองแบมฟ์ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา Rocky Mountains บรรยากาศคล้ายหมู่บ้านในเทพนิยาย และยังมีวิวทะเลสาบสีเทอร์ควอยส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก
  • Banff Avenue ถนนสายหลักกลางเมืองแบมฟ์ถือเป็นภาพจำที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน ถนนเส้นนี้ทอดยาวโดยมีฉากหลังเป็นภูเขา Cascade Mountain ปิดท้ายถนนอย่างพอดิบพอดี บรรยากาศของร้านค้าสไตล์ลอดจ์ (Lodge) ตัดกับหิมะหรือแสงแดด สร้างความรู้สึกอบอุ่นและโรแมนติก
  • Horseshoe Canyon หุบเขาเกือกม้าที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง ลักษณะภูมิประเทศเป็นชั้นหินสีน้ำตาลแดงสลับซับซ้อน ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างและมีความดรามาติก เหมาะสำหรับฉากที่ต้องการความเข้มข้นทางอารมณ์

อิตาลี: มนต์เสน่ห์แห่งดินแดนศิลปะ

อิตาลีถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสำคัญในช่วงท้ายของซีรีส์ โดยเน้นที่แคว้นทัสกานี (Tuscany) และลาซิโอ (Lazio) เพื่อสื่อถึงความประณีตของอารมณ์ และนับเป็นเมืองแห่งรากเหง้าวัฒนธรรมตะวันตก

  • Siena Cathedral Courtyard มหาวิหารเซียนา โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมกอทิกแบบอิตาลี จุดสำคัญที่ปรากฏในซีรีส์คือบริเวณลานกว้างที่เรียกว่า “Facciatone” รวมถึงพื้นหินอ่อน (Marble Floor) ที่มีความซับซ้อนและเป็นจุดชมวิวเมืองที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง
  • Historic Opera House, Florence ฟลอเรนซ์คือเมืองหลวงแห่งศิลปะ และมีโรงละครโอเปร่าเก่าแก่เป็นตัวแทนของ “ภาษาดนตรี” ที่เป็นสากล สถาปัตยกรรมภายในที่วิจิตรบรรจง แสงไฟสีนวล และมนต์ขลังของการแสดง เป็นฉากหลังที่สะท้อนความรู้สึกของตัวละครให้เด่นชัดมากขึ้น
  • Civita di Bagnoregio หมู่บ้านโบราณบนยอดเขาที่ได้รับฉายาว่า “The Dying City” (เมืองที่กำลังจะตาย) เนื่องจากปัญหากัดเซาะของดิน การเดินทางเข้าสู่เมืองต้องเดินเท้าผ่านสะพานยาว 300 เมตรที่ทอดข้ามหุบเขาลึกเท่านั้น ความโดดเดี่ยวแต่สง่างามของเมืองนี้สร้างภาพจำที่ทรงพลังอย่างมาก

ซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้ชมรู้สึกอยากไปตามรอยสถานที่ต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงามของทัศนียภาพที่ได้เห็นผ่านหน้าจอ แต่เป็นเพราะสถานที่แต่ละแห่งมีเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และบรรยากาศที่คุ้มค่าแก่การไปสัมผัสด้วยตัวเอง

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ